วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2557

การเข้าเรียนครั้งที่ 11


วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557
เวลาเรียน 11.30น.-14.00น.




ความรู้ที่ได้ศึกษาเพิ่มเติม


ออทิสติก สเปกตรัม 
(Autism Spectrum Disorder)
ศูนย์วิชาการ แฮปปี้โฮม
นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
ออทิสติก สเปกตรัม คืออะไร
   เป็นโรคทางจิตเวชเด็ก จัดในกลุ่มความผิดปกติของระบบประสาท ส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรม ทำให้เกิดความบกพร่องใน      2 ด้านหลัก คือ ด้านสังคม-การสื่อสาร และ ด้านพฤติกรรม-ความสนใจ
   เดิมแบ่งกลุ่มย่อยเป็น ออทิสติก แอสเพอร์เกอร์ พีดีดีเอ็นโอเอส ในปัจจุบันเรียกรวมกันว่า “ออทิสติก สเปกตรัม” (Autism Spectrum Disorder) หรือจะเรียกว่า “ออทิสติก” ก็ถือว่าเป็นที่เข้าใจตรงกัน
   ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด การบำบัดรักษาสามารถช่วยพัฒนาให้เด็กดีขึ้นได้มาก
แต่ละคนมีอาการแตกต่างกัน และความสามารถในการเรียนรู้ก็แตกต่างกันมาก ตั้งแต่รุนแรงมาก สื่อความหมายไม่ได้เลย จนถึงอัจฉริยะ มีความสามารถโดดเด่นเฉพาะด้าน เรียนจบปริญญา ในปัจจุบันพบประมาณ 6 คนต่อประชากร 1,000 คน และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเกือบ 4 เท่า
  อดีตเคยเชื่อว่า เกิดจากการเลี้ยงดูในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ในปัจจุบันยืนยันได้ชัดเจนว่า รูปแบบการเลี้ยงดูไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นออทิสติก
ออทิสติก สเปกตรัม มีอาการอย่างไร
ออทิสติก สเปกตรัม มีอาการหลักใน    2 ด้าน คือ ความบกพร่องในด้านสังคมและการสื่อสาร และมีแบบแผนของพฤติกรรม ความสนใจ หรือกิจกรรมที่จำกัด ทำซ้ำๆ และคงรูปแบบเดิม อาการมักแสดงให้เห็นตั้งแต่วัยเด็ก เริ่มสังเกตความผิดปกติได้ชัดเจนในช่วงอายุขวบครึ่ง ในเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการด้านภาษา พูดได้ไม่สมวัย มักสังเกตได้เร็วกว่า
ออทิสติก สเปกตรัม มีอาการหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละคน แสดงออกตั้งแต่วัยเด็ก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต อาการที่พบบ่อย ได้แก่
ด้านสังคมและการสื่อสาร 
* ทักทายอย่างไม่เหมาะสม หรือไม่สนใจทักทาย 
* สนทนาไม่ราบรื่น มักพูดแต่เรื่องที่ตนเองสนใจ
* ขาดความสนใจร่วมกัน มีอารมณ์ร่วมกับคนรอบข้างน้อย 
* ใช้ภาษาท่าทางไม่สัมพันธ์กับการพูดคุย 
* สบตาและใช้ภาษาท่าทางไม่เหมาะสม
* ไม่เข้าใจหรือใช้ภาษาท่าทางเพื่อการสื่อสารไม่เป็น
*ไม่แสดงออกทางสีหน้าท่าทาง 
* แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับบริบททางสังคม 
* เล่นตามจินตนาการไม่เป็น
* ผูกมิตรไม่เป็น ไม่รู้วิธีการสร้างสัมพันธภาพ
* ไม่ค่อยสนใจผู้คนรอบข้าง
ด้านแบบแผนพฤติกรรม ความสนใจ หรือกิจกรรม
* พูดเป็นคำหรือวลีซ้ำๆ 
* ใช้ภาษาที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ 
* เคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ เช่น โยกตัว กระโดด สะบัดมือ 
* เคลื่อนไหวร่างกายแปลกๆ เป็นแบบแผนเฉพาะตัว
* ทานอาหารซ้ำๆ ใช้ของซ้ำๆ ใช้เส้นทางเดิมๆ
* ถามเรื่องเดิมซ้ำๆ มากเกิน
* กังวลมากเกินไปกับการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
* ยึดติดหรือหมกมุ่นกับวัตถุบางอย่างมากเกินปกติ 
* สนใจในบางเรื่อง แบบหมกมุ่นมากเกินปกติ 
* เย็นชาต่อความเจ็บปวด ความร้อน ความเย็น
* ตอบสนองต่อเสียงหรือผิวสัมผัสบางอย่างแบบรุนแรง
* ดมหรือสัมผัสกับวัตถุบางอย่างมากเกิน
* สนใจในแสงไฟ หรือวัตถุหมุนๆ มากเกิน
   ในเด็กอายุ     18 เดือนขึ้นไป ถ้าพบว่ามีอาการผิดปกติเหล่านี้ตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป ควรมีการดำเนินการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค และให้ความช่วยเหลือทันที อาการดังก่าวคือ
1) เล่นสมมติ เล่นจินตนาการไม่เป็น 
2) ไม่สามารถชี้นิ้วบอกความต้องการได้
3) ไม่สนใจเข้ากลุ่มหรือเล่นกับเด็กคนอื่น 
4) ไม่มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสนใจร่วมกับคนอื่น
  เมื่อเป็นออทิสติก สเปกตรัม ควรทำอย่างไร
   เริ่มต้นด้วยการปรึกษากับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อตรวจประเมิน วินิจฉัย และวางแผนการดูแลร่วมกัน หาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งค้นคว้าต่างๆ แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากความรู้ยังไม่นิ่ง เมื่อมีข้อสงสัยให้นำไปปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลเป็นระยะ
   การบำบัดรักษาจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายสาขา ดูแลร่วมกัน ซึ่งประกอบด้วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย นักวิชาการศึกษาพิเศษ ฯลฯ

การบำบัดรักษาที่จำเป็น
* การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavior Modification)
* กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy)
* แก้ไขการพูด (Speech Therapy)
* การฝึกทักษะทางสังคม (Social Skill Training)
* การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการศึกษา (Special Education)
* การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ (Vocational Training)
* การใช้ยา (Pharmacotherapy)

การบำบัดรักษาเสริมหรือทางเลือก
* ศิลปะบำบัด (Art Therapy)
* ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
* การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal-assisted Therapy)

การบำบัดรักษาที่ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ยืนยัน
* ออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy)
* การบำบัดเซลล์ (Cell Therapy)
* การฝังเข็ม (Acupuncture)

การบำบัดรักษาที่ยืนยันแล้วว่าไม่ได้ผล
* วิตามินบี ขนาดสูง (Megavitamin)



อย่ากลัวที่จะรู้ว่าลูกเป็นอะไร แต่กลัวที่ลูกจะเสียโอกาสในการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีมากกว่า
ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder)

ออทิสติกไม่ได้สร้างความแตกต่าง
แต่เป็นเพราะว่าเด็กทุกคนแตกต่างกัน
เราจึงควรเรียนรู้และเข้าใจใน
ความแตกต่างกันของเด็กแต่ละคน


   

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

การเข้าเรียนครั้งที่ 10

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557
เวลาเรียน 11.30น.-14.00น.


บรรยากาศในห้องเรียน 

                                      ในวันนี้ที่ห้องเรียนของเรา จะมีการนำเสนอประเภทของเด็กพิเศษประเภทต่างๆ อาจารย์บอกว่าคงไม่สามาถรนำเสนอได้เพราะว่าคอมพิวเตอร์เเละโปรเจ็คเตอร์มีปัญหาอาจารย์เลยให้รอเพื่อที่จะได้ไปเรียนอีกห้องอื่น เเต่ระหว่างรออาจารย์ไปจับสายทำให้ทุกอย่างใช้ได้ตามปกติ
                                      วันนี้ก่อนเเละระหว่างการนำเสนองานนั้นมีความตื่นเต้นพอสมควรไม่รู้เป็นเพราะอะไรทั้งๆที่เราก็เรียนมาจนถึงปี3เเล้ว
                                      เพื่อนๆตั้งใจฟังการนำเสนอของพวกเราเป็นอย่างดี เเละระหว่างการนำเสนอมีทั้งพูดผิด พูดถูกทำให้เกิดเสียงหัวเราะเป็นสีสันไม่น่าเบือ่ในการนำเสนอด้วย

การเรียน การสอน

                             - นำเสนอประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ   

                                                                 กลุ่มที่1    Cerebral Palsy C.P 

                                                                 กลุ่มที่2    Children with Learning Disabilities L.D.

                                                                กลุ่มที่3    Children with Attention Deficit and  Hyperactivity Disordersซึ่งพึงนำเสนอได้เพียง 3 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดมี 5 กลุ่ม

ความรู้ที่ได้รับ        

ขอนำเสนอในรูปแบบบรรยายเเละผังความรู้ด้วยโปรเเกรมMind  Mapper 2008                                                      

  Cerebral Palsy C.P

              โรค Cerebral Palsy (ซีรีบรัล พลัลซี หรือ ซีพี) หรือ โรคสมองพิการ เกิดจากสมองส่วนที่ใช้ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่อง หรือสูญเสียไป ในทางการแพทย์ จัดเด็กพิการ CP เป็นภาวะพิการทางสมองชนิดหนึ่ง  ซึ่งจะทำให้ผู้เป็น โรค Cerebral Palsy มีปัญหาในการเคลื่อนไหว  
 แบ่งสาเหตุการเกิดได้ 3 ระยะ คือ
1. ระหว่างตั้งครรภ์    
2. ระยะระหว่าคลอด
3. ระยะหลังคลอด  
อาการ
 พ่อแม่พบความผิดปกติก่อนอายุ 1 ปี สังเกตได้จากเด็กมีท่านอนผิดปกติจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเกร็ง เด็กอายุมากกว่า 5 เดือน กำมือมากกว่าแบมือ หรือในเด็กที่มีอายุมากกว่า 2 ปี ยังไม่สามารถเดินได้ เป็นต้น จำเป็นต้องพาเด็กเข้ารับการตรวจรักษาทันทีเมื่อสังเกตพบความผิดปกติ เเบ่งอาการเป็น 3 กลุ่ม
                                                          1.กลุ่มแข็งเกร็ง(สปาสติก : spastic)
เป็นชนิดที่พบมากที่สุด กล้ามเนื้อจะมีความตึงมากผิดปกติ ทำให้มีอาการเกร็งร่วมกับมีลักษณะท่าทางที่ผิดปกติของร่างกายให้เห็นได้หลายแบบ
                                                       2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง(อะธีตอยด์ : athetoid ; อะแทกเซีย : ataxia)
                                                         3.กลุ่มอาการผสมกัน(mixed type)

พบมากโดยเฉพาะกลุ่มแข็งเกร็ง เป็นปัญหาและความผิดปกติที่เกิดร่วมกับเด็กสมองพิการ


การดูแล/รักษา
การรักษาทางกายภาพบำบัด
การรักษาทางกิจกรรมบำบัด
การรักษาด้วยยา
การรักษาด้วยการผ่าตัด
การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เสริมร่วมกับการรักษา


Children with Learning Disabilities L.D


Children with Attention Deficit and  Hyperactivity Disorders

สมาธิสั้น (อังกฤษ: Attention Deficit Hyperactivity Disorders (ADHD)) เป็นความผิดปกติด้านพฤติกรรม เกิดจากการทำงานที่ไม่เหมาะสมของสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสมาธิ ทำให้เกิดการทำงานที่ไม่สัมพันธ์กันกับระบบสั่งงานอื่นๆ ผู้ที่มีภาวะสมาธิสั้นคือผู้ที่มีความบกพร่องในเรื่องสมาธิ และการควบคุมการกระทำของตนเองในการเคลื่อนไหวต่างๆ ซึ่งอาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์
สาเหตุ
แท้จริงของภาวะสมาธิสั้นนั้นยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าอาจเป็นผลมาจากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือพันธุกรรมที่มีผลต่อสมอง แม้ว่าจะยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าภาวะสมาธิสั้นมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมอย่างไรก็ตาม


ลักษณะอาการ ในเด็กเล็กวัย 3 - 5 ขวบไม่อยู่นิ่ง เคลื่อนไหวตลอดเวลา แม้ขณะรับประ
ทานอาหาร เช่น นั่งรับประทานอาหารได้เพียงคำเดียวก็ลุกขึ้นวิ่ง มักพูดแทรกและขัดจังหวะคนอื่น เป็นคนอดทนรอไม่ได้ เช่นเวลาเข้าแถว เวลาเล่นของเล่น หรือเกมที่ต้องผลัดกันเล่น เล่นของเล่นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ไม่นาน ไม่สามารถทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ ทั้งที่มีความเข้าใจ และสื่อสารได้ปกติ เล่นเสียงดังมากกว่าเด็กคนอื่นไม่ชอบแบ่งปัน ชอบแย่งของจากคนอื่น โดยไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกแย่ง ดูเหมือนกับมีพลังงานมากมาย ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยลักษณะอาการ ในเด็กอายุ 6 ปี ขึ้นไปจะพบอาการได้ชัดกว่าในเด็กเล็ก มีอาการสำคัญ 3 กลุ่มอาการดังนี้1. อาการไม่มีสมาธิ (Inattention)
  • มีความสะเพร่า เลิ่นเล่อ ผิดพลาดสิ่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อยู่เสมอ
  • เหม่อลอย บางครั้งอาจนั่งนิ่งๆ เป็นระยะเวลานานๆ จึงมักทำงานไม่เสร็จ หรือทำงานช้า แต่บางครั้งหากเป็นสิ่งที่สนใจมาก ๆ เช่นวิดีโอเกมหรือรายการโทรทัศน์ ก็อาจตั้งใจดูเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อเนื่องได้
  • ไม่ฟังเวลาผู้ใหญ่พูดด้วยหรือสอน มักจำไม่ได้ ลืมง่ายมากกว่าเด็กทั่วไป
  • มักทำของหาย เช่น ของเล่น การบ้าน ดินสอ หนังสือ ยางลบ ฯลฯ
  • วอกแวกได้ง่ายมากแม้แต่สิ่งเร้าเล็กๆ น้อยที่ผ่านทางตาหรือหูก็สามารถทำให้เสียสมาธิได้
2. อาการอยู่ไม่สุข (Hyperactivity)
  • ชอบเดินไปมาในห้อง หรือออกนอกห้อง ถ้าไม่เดินก็จะนั่งไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี้ลุกลน หยิบโน่น ฉวยนี่ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
  • ซนมากกว่าเด็กทั่วๆไป ดูเหมือนมีพลังงานอยู่ตลอดเวลา ชอบวิ่งเล่นหรือปีนป่ายในสถานที่ที่ไม่สมควร ไม่หวาดกลัวต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น
  • มักลืมตัวเล่นเสียงดัง
  • ไม่มีระเบียบในการทำสิ่งต่างๆ มักวุ่นวาย ยุ่งเหยิงตลอดเวลา
3. ขาดความยับยั้งชั่งใจ อดทนรออะไรไม่ได้ (Impulsive)
  • มักพูดมาก พูดแทรก
  • รอคอยไม่เป็น มักแสดงออกในลักษณะรีบเร่ง
  • หุนหันพลันแล่นทำสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยไม่ยั้งคิด
เด็กบางคนอาจมีอาการให้เห็นครบ3 กลุ่ม แต่บางคนอาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ได้ เช่นไม่ซนมาก ทนรอได้ไม่มีสมาธิ เหม่ลอย วอกแวกง่าย ซึ่งมีผลต่อการเรียนทั้งสิ้น
เด็กบางคนอาจแสดงอาการตั้งแต่วัยก่อนอนุบาลหรือวัยอนุบาล แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นพฤติกรรมได้เด่นชัดเมื่ออยู่ชั้นประถมขึ้นไป ทั้งนี้หากมีพฤติกรรมดังกล่าวซึ่งมีโอกาสได้ว่าเด็กจะมีภาวะสมาธิสั้น ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญต่อไป


องค์ความรู้ใหม่          
  • การนำเสนองานในครั้งนี้ทำให้ทราบว่าสิ่งที่จะทำให้งานของเรามีประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับการพูดคุยกัน ความร่วมมือ การปรึกษาหารือกันภายในกลุ่ม
  •  เเต่ก่อนเคยคิดว่าเด็กอยู่ไม่นิ่งก็เป็นเด็กสมาธิสั้นเเล้ว เเต่ในความเป็นจริง อาการที่จะบ่งบอกของเด็กสมาธินั้นมีอยู่หลายอย่าง ก็ไม่ควรที่จะตีความเด็กไปในเด็กประเภทนั้น                                         

การนำไปประยุกต์ใช้

  • ทำให้เห็นรูปแบบการนำเสนอในรูปแบบต่างๆที่หลากหลายที่เพื่อนนำเสนอ เราสามารถนำมาบูรณาการกับรายวิชาอื่นๆ
  • สามารถนำไปบูรณาการความรู้ไปสู่วิชาการจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย


              

การเข้าเรียนครั้งที่9

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556
เวลา 11.30น.-14.00น.



           ไม่มีการเรียน การสอนเพราะว่าอยู่ในช่วงวันหยุดปีใหม่

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การเข้าเรียนครั้งที่ 5

วันที่ 3 ธันวาคม 2556
เวลาเรียน 11.30น. - 14.00น.


บรรยากาศในห้องเรียน 

                                                         ในวันนี้ที่ห้องเรียนของเรา ที่เคยเรียนเป็นปกตินั้น อุปกรณ์ไม่มีความพร้อม อาจารย์เลยไม่สามารถสอนได้ ก็ต้องไปหากิจกรรมอย่างอื่นทำเเทนเพื่อที่จะไม่ให้เสียเวลาไป อย่างเช่น ใครที่ค้างงานอะไรก็ให้ไปเคลียให้เรียบร้อย เเละในวิชาต่อไปคือ เรียนวิชาการจัดประสบการศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย อาจารย์เลยพยายามสอดเเทรกเรื่องศิลปะกับเด้กที่มีความต้องการพิเศษเข้าด้วยกัน 
                                                           ในห้องเรียนวันนี้เลยต้องเห็นบรรยากาศของการที่เพื่อนนั่งทำงาน บางคนก็ไปที่ห้องสมุดบ้าง ไปห้องคอมพิวเตอร์บ้างตามที่ทุกคนต้องการ

การเรียน การสอน

  •  การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
  • สอดเเทรกในการเรียนวิชาการจัดประสบการศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย                 

ความรู้ที่ได้รับ

                       ศิลปะบำบัด (Art Therapy) 
คือ การใช้กิจกรรมทางศิลปะเพื่อค้นหาข้อบกพร่อง ความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตใจ และใช้กิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสม ช่วยในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้นเพื่อ ลดปัญหาทางอารมณ์ พฤติกรรม และเสริมสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ
มีการใช้สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ขีด เขียน วาด ระบาย ตัดปะ ปั้น ถักทอจะร เพื่อเป็นทางเลือกที่จะระบายความรู้สึกนึกคิด จนสามารถเข้าใจ และจัดการกับความรู้สึกได้ สามารถสื่อสารกับผู้คนรอบข้างได้
ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับคือ
- ในด้านการพัฒนาอารมณ์ สติปัญญา สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ 
- การช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และการประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย
- เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย กระตุ้นการสื่อสาร 
- เสริมสร้างทักษะสังคม

ขอบคุณที่มาจาก http://www.happyhomeclinic.com/alt03-arttherapy_sp.htm

    ซึ่งเขียนโดย
                                     นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา
องค์ความรู้ใหม่
                           ศิลปะสามารถช่วยเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้ เเต่ไม่ใช่ว่าจะหายขาด เเต่ป็นการช่วยให้เขาได้มีพัฒนาการด้านต่างๆที่เพิ่มขึ้น สามารถอยู่ร่วมกับครู ร่วมกับเพื่อนเเละคนอื่นๆได้อย่างมีความสุข

การนำไปประยุกต์ใช้


                                                   การไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองนั้นจะทำให้เราได้รู้กว้างขวางขึ้นที่นอกเหนือจากที่อาจารยืมอบให้ในห้องเรียน ด้วยเเหล่งเรียนรู้ต่างๆที่มีอยู่มากมาย 
               การนำศิลปะไปประยุกต์ใช้กับเด็กพิเศษคือ กิจกรรมศิลปะบางอย่างเราก็ควรที่จะมรการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับเขา
               การนำศิลปะมาใช้นั้นเราก็ควรที่จะดูเเลอย่างใกล้ชิด วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ก็ควรที่จะคำนึงถึงความสะอาด ความปลอดภัยที่มีต่อเด็ก เราควรที่จะเข้าไปช่วยเหลือ ให้กำลังใจเขา